วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความหมายของคำว่า เว็บไซต์ เว็บเพจ โฮมเพจ และข้อแตกต่าง


 ความหมายของเว็บไซต์
-เว็บไซต์ (Web Site)   คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่อประสมต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง ข้อความ ของแต่ละบริษัทหรือหน่วยงานโดยเรียกเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ว่า เว็บเพจ (Web Page) และเรียกเว็บหน้าแรกของแต่ละเว็บไซต์ว่า โฮมเพจ (Home Page) หรืออาจกล่าวได้ว่า เว็บไซต์ก็คือเว็บเพจอย่างน้อยสองหน้าที่มีลิงก์ (Links) ถึงกัน ตามหลักคำว่า เว็บไซต์จะใช้สำหรับผู้ที่มีคอมพิวเตอร์แบบเซิร์ฟเวอร์หรือจดทะเบียนเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้วเช่น www.google.co.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลเป็นต้น


ความหมายของเว็บเพจ
-เว็บเพจ (Web Page)  เป็นหน้าเอกสารเว็บที่สร้างขึ้นด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language)ซึ่งโปรแกรมเบราเซอร์จะทำหน้าที่แปลภาษาHTML ออกมาเป็นหน้าเอกสารทางจอภาพคอมพิวเตอร์  เว็บเพจอาจจะประกอบด้วยข้อความ ภาพกราฟิก หรือภาพเคลื่อนไหว
อาจมีเสียงประกอบด้วยก็ได้ ทำให้ดึงดูดความสนใจ และทำให้เวิล์ดไวด์เว็บได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน


ความหมายของโฮมเพจ
  -โฮมเพจ คือเว็บเพจหน้าแรกที่เป็นหน้าดัชนีหรือรายการที่บอกรายละเอียดของเว็บไซต์นั้น ๆ   เราอาจจะเปรียบโฮมเพจเหมือนหน้าบ้านของเว็บไซต์ก็ได้


ข้อแตกต่าง
 

เว็บเพจ

คือเอกสาร ข้อมูล โดยจะอยู่ในรูปแบบ ของ html พูดง่ายๆก็คือ เป็นหน้าที่แสดงผลอยู่ตอนนี้นี่เอง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเอกสารอื่นๆ ด้วยไฮเปอร์ลิงค์

เว็บไซต์

คือการเรียกชื่อกลุ่มก้อนของเว็บเพจรวมกันหลายๆหน้า บางครั้งเราอาจเรียก แทน domain name

โฮมเพจ

คือหน้าแรกของเว็บไซต์จะแสดงเว็บเพจที่ชื่อว่า index ก่อนเสมอเปรียบได้กับสารบัญของเว็บเพจนั่นเอง



ที่มา : http://birdo51.wordpress.com/2009/11/30/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%88-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80/

http://th.easyhostdomain.com/content-website-webpage-homepage.html

ประวัติส่วนตัว




ชื่อ-สกุล :  นางสาวสุพัตรา  ถนอมพลกรัง
ชื่อเล่น :  ลูกน้ำ
Facebook  : http://facebook.com/looknamkungking ( Looknam--)
แรงบันดาลใจที่อยากเรียนไอที  :  เพราะอยากเป็นผู้พัฒนาและดูแลเว็บไซต์
อาชีพที่ใฝ่ฝัน :  รับราชการ , ทำกิจการที่ตนเองชอบ

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โครงการ E-learning ระบบฐานข้อมูล

การพัฒนาเว็บเพจการเรียนการสอนระบบ E-learning รายวิชา ระบบฐานข้อมูล
ด้วยโปรแกรม Publisher

ภูมิหลัง
ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบงานต่าง ๆ ร่วมกันได้ โดยที่จะไม่เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และยังสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลด้วย อีกทั้งข้อมูลในระบบก็จะถูกต้องเชื่อถือได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมีการกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลขึ้น
นับได้ว่าปัจจุบันเป็นยุคของสารสนเทศ เป็นที่ยอมรับกันว่า สารสนเทศเป็นข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างเหมาะสม สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้งานด้านธุรกิจ การบริหาร และกิจการอื่น ๆ องค์กรที่มีข้อมูลปริมาณมาก ๆ จะพบความยุ่งยากลำบากในการจัดเก็บข้อมูล ตลอดจนการนำข้อมูลที่ต้องการออกมาใช้ให้ทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ซึ่งทำให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้สะดวก ทั้งนี้โปรแกรมแต่ละโปรแกรมจะต้องสร้างวิธีควบคุมและจัดการกับข้อมูลขึ้นเอง ฐานข้อมูลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะระบบงานต่าง ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ การออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูล จึงต้องคำนึงถึงการควบคุมและการจัดการความถูกต้องตลอดจนประสิทธิภาพในการเรียกใช้ข้อมูลด้วย
โปรแกรมฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่าง ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล
โปรแกรมฐานข้อมูล จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase, Oracle, SQL เป็นต้น โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกัน บางโปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจำกัดขอบเขตการใช้งาน บ่งโปรแกรมใช้งานยากกว่า แต่จะมีความสามารถในการทำงานมากกว่า
โปรแกรม Access นับเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถสร้างแบบฟอร์มที่ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูล หลังจากบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะสามารถค้นหาหรือเรียกดูข้อมูลจากเขตข้อมูลใดก็ได้ นอกจากนี้ Access ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลในระบบได้ด้วย

จุดมุ่งหมายของการศึกษา
1.เพื่อให้ผู้ที่มาศึกษาได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ วิชา ระบบฐานข้อมูล
2.เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้เรียนรู้เนื้อหาจากสื่อการเรียนการสอน
3.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสื่อการเรียนการสอน

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
1.สร้างเว็บเพจรายงาน วิชาระบบฐานข้อมูล
2.การศึกษาครั้งนี้เราใช้หลักการการพัฒนาระบบฐานข้อมูล
3.ระบบ E-Learning จำเป็นต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
3.1.แสดงส่วนผลของผู้ใช้งาน (User)
3.2.มีเนื้อหาบทเรียนอย่างน้อย 5 บท
3.3.มีการทดสอบการเรียนรู้ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง เช่น ก่อนเรียน หรือ หลังเรียน
3.4.มีกระดานข่าว ( Web Board )
3.5.มีแบบสำรวจความคิดเห็น

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ศึกษาได้หาความรู้ได้ง่ายขึ้น
2.เป็นการเผยแพร่รายวิชาระบบฐานข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต
3.มีผู้เข้าชมเว็บ E-Learning

ขั้นตอนการดำเนินงาน
1.นำเสนอหัวข้อต่อกรรมการโครงการ
2.ศึกษาและรวบรวมข้อมูล
3.วิเคราะห์และออกแบบระบบงาน
4.พัฒนาระบบงาน
5.ทดสอบและปรับปรุงระบบงาน
6.จัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้า
7.เสนอผลงานต่อคณะกรรมการโครงการ
8.แสดงผลงานทางวิชาการ

นิยามศัพท์เฉพาะ
1.E-Learning หมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือทางสัญญาณโทรศัพท์ หรือทางสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศอาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer – Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction ) การเรียนออนไลน์ (On – line Learning ) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวิดีโอโทรทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Demand) เป็นต้น
2.ระบบฐานข้อมูล หมายถึง แหล่งที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปแฟ้มข้อมูลมารวมไว้ที่เดียวกัน รวมทั้งต้องมีส่วนของพจนานุกรมข้อมูล (data dictionary) เก็บคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างของฐานข้อมูล และเนื่องจากข้อมูลที่จัดเก็บนั้นต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทำให้สามารถสืบค้น (retrieval) แก้ไข (modified) ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ข้อมูล (update) และจัดเรียง (sort) ได้สะดวกขึ้นโดยในการกระทำการดังที่กล่าวมาแล้ว ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับจัดการฐานข้อมูล
3.อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติ ที่มีสายตรงเชื่อมต่อไปยังสถาบันหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก. ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางอีเมล์ สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้. อย่างไรก็ตาม มีผู้เปรียบเทียบว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนทางหลวงระหว่างประเทศ แต่ละประเทศจะต้องมีถนนเข้ามาเชื่อมต่อเข้าไปในประเทศ กล่าวคือ จะต้องมีเครือข่ายภายในรับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง (เช่น เครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย, องค์กร หรือเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) มิฉะนั้นก็จะใช้ไม่ได้ผล

สมาชิกในกลุ่ม
1.นางสาวเจนจิรา ทองโคตร เลขที่ 9
2.นางสาวสุพัตรา ถนอมพลกรัง เลขที่ 24
3.นางสาวจิดาภา เชื้อสาวะถี เลขที่ 4
4.นางสาวจริยา รัดถา เลขที่ 3

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

CheckedListBox




การใช้งานคอนโทรล CheckedlistBox

คอนโทรล CheckedlistBox เป็นคอนโทรลที่ทำหน้าที่เป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ เช่นเดียวกับคอนโทรล OptionButton และ CheckBox ต่างกันตรงที่รูปแบบ การนำเสนอให้กับผู้ใช้ ในการใช้งานแบบปกติ

วิธีการเรียกใช้
CheckedlistBox

1. ถ้าคุณต้องการใช้งานคอนโทรล CheckedlistBox ให้คลิ๊กเลือก CheckedlistBox บน Tool Box มีลักษณะดังรูป
2. เปลี่ยนคุณสมบัติต่างๆ ดังที่ต้องการ



Text


คุรณสมบัตินี้มีหน้าที่สำหรับคืนค่า หรือกำหนดข้อความให้กับคอนโทรล ListBox ซึ่งข้อความที่คุณสมบัตินี้เก็บอยู่ หมายถึง รายการที่ผู้ใช้เลือกนั่นเอง

Font

คุณสมบัตินี้มีหน้าที่สำหรับกำหนดรูปแบบของฟอนต์ ลักษณะของฟอนต์ และขนาดของฟอนต์ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



List1.Font.Name [=fontname]
List1.Font.Size [=points]
List1.Font.Bold [=boolean]
List1.Font.Italic [=boolean]
List1.Font.Strikethru [=boolean]
List1.Font.Underline [=boolean]



BackColor และ ForeColor



คุณสมบัติ BackColor มีหน้าที่สำหรับ กำหนดสีพื้นหลัง (Background) ของตัวคอนโทรล และ คุณสมบัติ ForeColor มีหน้าที่สำหรับ กำหนดสีของข้อความ ที่ปรากฎอยู่ในคอนโทรล ListBox มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



List1.BackColor [= color]
List1.ForeColor [= color]



SelLength, SelStart และ SelText



คุณสมบัติ SelLength มีหน้าที่สำหรับคืนค่า หรือกำหนดจำนวนตัวอักษรที่คุณต้องการเลือก คุณสมบัติ SelStart มีหน้าที่สำหรับคืนค่า หรือกำหนดตัวอักษรที่เป็นตัวแรก ที่คุณต้องการเลือก ส่วนคุณสมบัติ SelText มีหน้าที่สำหรับรายงานข้อความที่ได้ถูกเลือกเอาไว้ โดยที่คุณจะต้องกำหนดให้คุณสมบัติ Style=0 หรือ 1 เท่านั้น คุณสมบัติทั้ง 3 ตัวมีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.SelLength [= number]
Combo1.SelStart [= index]
Combo1.SelText [= value]



MousePointer



คุณสมบัตินี้มีหน้าที่สำหรับ กำหนดรูปแบบของเมาส์ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.MousePointer [= value]



TopIndex



คุณสมบัตินี้มีหน้าที่สำหรับคืนค่า หรือกำหนดให้ รายการที่อยู่ในคอนโทรล ComboBox ที่มีค่า Index เท่ากับคุณสมบัตินี้ แสดงเป็นรายการแถวบนสุด ในขณะรัน ไม่ใช่การสลับตำแหน่งกัน ลำดับต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในคอนโทรลยังคงเดิม เพียงแต่เป็นการกำหนดคอนโทรล ComboBox แสดงรายการอื่นๆ ที่ไม่ใช่รายการแรก ปรากฎขึ้นมาในตัวคอนโทรล มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.TopIndex [= value]



Visible



คุณสมบัตินี้มีหน้าที่สำหรับคืนค่า หรือกำหนดให้คอนโทรล ComboBox สามารถมองเห็นได้หรือไม่ มีประโยชน์ในกรณีที่ ในบางครั้งคุณต้องการซ่อนตัวคอนโทรลไม่ให้ผู้ใช้เห็น แต่ตัวคอนโทรลยังคงอยู่ในหน่วยความจำ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.Visible [=boolean]



Move



เมธอดนี้มีหน้าที่สำหรับกำหนดให้คอนโทรล ComboBox เคลื่อนย้ายตำแหน่ง หรือปรับขนาดของคอนโทรล โดยหน่วยวัดที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ScaleMode ปกติแล้วจะมีหน่วยเป็น Twip มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.Move left[,top,width,height]



SetFocus



เมธอดนี้มีหน้าที่สำหรับกำหนดให้คอนโทรลที่ใช้คุณสมบัตินี้ได้รับโฟกัส (focus) หรือได้รับความสนใจทันที อาจกล่าวได้ว่า เป็นการบังคับให้คอนโทรล ได้รับความสนใจนั่นเอง มีผลให้อ๊อบเจ็กต์ หรือคอนโทรลอื่นๆ สูญเสียโฟกัสทันที มักใช้ในกรณีที่ คุณต้องการบังคับให้เกิดการกระทำ หรือประมวลผลต่อคอนโทรลที่คุณต้องการทันที มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



Combo1.SetFocus



Enabled



คุณสมบัตินี้มีหน้าที่คืนค่า หรือกำหนดให้คอนโทรล ScrollBar สามารถตอบรับ หรือตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดจากผู้ใช้ หรือเกิดจากการประมวลผลได้หรือไม่ มีรูปแบบการใช้งานดังนี้



vsb1.Enabled [=boolean]

http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/programming2/sheet/vb6/vbch07.html

Properties
(Name) = Form1
Text = Form1
ForeColor = Controltext
Font = Font , FontStyle: , Size:
Backcolor = Control
SizeGripstyle = Auto
AutoScaleMode = None
AutoScroll = False
Cursor = Default
FormBorderStyte = Sizable


ตัวอย่างการใช้งาน

using System;
using System.Collections.Generic;
using System.ComponentModel;
using System.Data;
using System.Drawing;
using System.Linq;
using System.Text;
using System.Windows.Forms;
namespace WindowsFormsApplication3
{
public partial class Form1 : Form
{
public Form1()
{
InitializeComponent();
}
private void button1_Click(object sender, EventArgs e)
{
}
private void checkedListBox1_SelectedIndexChanged(object sender, EventArgs e)
{
label1.Text = checkedListBox1.SelectedItem.ToString();
}
}
}


การเขียนโปรแกรม C# GUI

namespace looknam
{
public partial class Form1 : Form
{
public Form1()
... {
InitializeComponent();
}

private void radioButton1_CheckedChanged(object sender, EventArgs e)
{

}

private void radioButton1_Click(object sender, EventArgs e)
{
MessageBox.Show("คุณเลือกเพศชาย");
}

private void radioButton2_Click(object sender, EventArgs e)
{
MessageBox.Show("คุณเลือกเพศหญิง");
}

private void Form1_Load(object sender, EventArgs e)
{
radioButton1.Checked = false;
radioButton2.Checked = false;
}

private void checkBox1_CheckedChanged(object sender, EventArgs e)
{

}

private void checkBox2_CheckedChanged(object sender, EventArgs e)
{
showColor();
//panel1.BackColor = Color.Green;
}

private void checkBox3_CheckedChanged(object sender, EventArgs e)
{
showColor();
//panel1.BackColor = Color.Blue;
}

private void checkBox1_Click(object sender, EventArgs e)
{
showColor();
//panel1.BackColor = Color.Red;
}

private void checkBox2_Click(object sender, EventArgs e)
{
showColor();
//panel1.BackColor = Color.Green;
}

private void checkBox3_Click(object sender, EventArgs e)
{
showColor();
//panel1.BackColor = Color.Blue;

}
private void showColor()
{
if((checkBox1.Checked) && (checkBox2.Checked) && (checkBox3.Checked))
{
panel1.BackColor = Color.White;
}
else if ((checkBox1.Checked) && (checkBox2.Checked))
{
panel1.BackColor = Color.Yellow;
}
else if((checkBox1.Checked) && (checkBox3.Checked))
{
panel1.BackColor = Color.Magenta;
}
else if((checkBox2.Checked) && (checkBox3.Checked))
{
panel1.BackColor = Color.Cyan;
}
else if(checkBox1.Checked)
{
panel1.BackColor = Color.Green;
}
else if(checkBox2.Checked)
{
panel1.BackColor = Color.Blue;
}
else if(checkBox3.Checked)
{
panel1.BackColor = Color.Red;
}
}

}

}ดูเพิ่มเติม

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มงคลชีวิต ๓๘ ประการ

มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งก็มี ๓๘ ประการได้แก่

๑. การไม่คบคนพาล
๒. การคบบัญฑิต
๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
๔. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
๕. เคยทำบุญมาก่อน
๖. การตั้งตนชอบ
๗. ความเป็นพหูสูต
๘. การรอบรู้ในศิลปะ
๙. มีวินัยที่ดี
๑๐.กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
๑๑.การบำรุงบิดามารดา
๑๒.การสงเคราะห์บุตร
๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา
๑๔.ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
๑๕.การให้ทาน
๑๖.การประพฤติธรรม
๑๗.การสงเคราะห์ญาติ
๑๘.ทำงานที่ไม่มีโทษ
๑๙.ละเว้นจากบาป
๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
๒๑.ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
๒๒.มีความเคารพ
๒๓.มีความถ่อมตน
๒๔.มีความสันโดษ
๒๕.มีความกตัญญู
๒๖.การฟังธรรมตามกาล
๒๗.มีความอดทน
๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย
๒๙.การได้เห็นสมณะ
๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล
๓๑.การบำเพ็ญตบะ
๓๒.การประพฤติพรหมจรรย์
๓๓.การเห็นอริยสัจ
๓๔.การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
๓๖.มีจิตไม่เศร้าโศก
๓๗.มีจิตปราศจากกิเลส
๓๘.มีจิตเกษม

http://mcucity.tripod.com/38virtues.htm#๓.

พหูสูต

พหูสูต หมายถึง “ความเป็นผู้ฉลาดรู้” คือผู้ที่รู้จักเลือกในสิ่งที่ควรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก และเป็นคนช่างสังเกต ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นต้นทางแห่งปัญญา ทำให้เกิดความรู้สำหรับบริหารงานชีวิตและเป็นกุญแจไขไปสู่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และทุกสิ่งที่ เราปรารถนา

ลักษณะของพหูสูต คือ
๑. รู้ลึก หมายถึง รู้เรื่องราวไปหาเหตุในอดีต ลึกซึ้งถึงความเป็นมา เช่น แพทย์เมื่อเห็นอาการก็สามารถรู้ว่าเป็นโรคอะไรรู้ไปถึว่าที่เป็นโรคนี้เพราะเหตุใด หรือช่างเมื่องเห็นอาการเครื่องยนต์ที่เสียก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเครื่องนั้นเสียที่ไหน เป็นเพราะอะไร เป็นต้น
๒. รู้รอบ หมายถึง ช่างสังเกต รู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว สภาพภูมิประเทศดินฟ้าอากาศ ผู้คนในชุมชน ความเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว สภาพภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ผู้คนในชุมชน ความเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว สิ่งที่ควรรู้ต้องรู้
๓. รู้กว้าง หมายถึง สิ่งรอบตัว แต่ละอย่างที่รู้ก็รู้อย่างละเอียดรู้ถึงความเกี่ยวพันของสิ่งนั้นกบสิ่งอื่น ๆ ด้วย คล้ายรู้รอบแต่เก็บรายละเอียดมากขึ้น
๔. รู้ไกล หมายถึง มองการณ์ไกล รู้ถึงผลที่จะตามมาในอนาคต เช่น เห็นสภาพดินฟ้าอากาศก็รู้ทันทีว่าปีนี้พืชผลชนิดใดจะขาดแคลน เห็นพฤติการณ์ ของผู้ร่วมงานไม่น่าไว้วางใจก็รู้ทันทีว่า เขากำลังจะคิดไม่ซื่อ เห็นตนเองเริ่มย่อหย่อนต่อการปฏิบัติธรรมก็รู้ทันทีว่าถ้าทิ้งไว้เช่นนี้ต่อไปตนก็จะเสื่อมจากกุศลธรรม ฯลฯ
ผู้ที่ประกอบด้วยความรู้ ๔ ประการนี้ ทั้งทางโลกและทางธรรมจึงจะเป็นพหูสูตที่แท้จริง

ลักษณะผู้ที่เป็นพหูสูตไม่ได้
๑.คนราคจริต คือ คนขี้โอ่ บ้ายอ เจ้าแง่แสนงอน รักสวยรักงาม พิถีพิถันจนเกินเหตุ มัวแต่งอน มัวแต่แต่งตัวจนไม่มีเวลาท่องบ่น ค้นคว้าหาความรู้ พวกนี้แก้โดยให้หมั่นนึกถึงความตาย พิจารณาซากศพอสุภะเนือง ๆ
๒.คนโทสจริต คือ คนขี้โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย ผูกพยาบาทมากมัวแต่คิดโกรธแค้นจนไม่มีเวลาไตร่ตอง พวกนี้แต้โดยให้หมั่นรักษาศีลและแผ่เมตตาเป็นประจำ
๓.คนโมหจริต คือ คนสะเพร่า ขี้ลืม มักง่าย ทำอะไรไม่พยายามเอาดีสักแต่ให้เสร็จ สติไม่มั่นคง ใจกระด้างในการกุศล สงสัยในพระรัตนตรัยว่ามีคุณจริงหรือไม่ พวกนี้แก้โดยให้หมั่นฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
๔.คนขี้ขลาด คือ พวกขาดความเชื้อมั่นในตนเอง ไม่กล้าลงมือทำอะไร กลัวถูกติ คอยแต่จะเป็นผู้ตาม ไม่มีความคิดริเริ่ม พวกนี้แก้โดยให้คบกับคนมาตรฐาน คือ คบบัณฑิต จะอ่าน จะทำอะไรก็ให้จับให้ทำแต่สิ่งที่เป็นมาตรฐานไม่สักแต่ว่าทำ
๕.คนหนักในอามิส คือ พวกบ้าสมบัติ ตีค่าทรัพย์ว่ามากกว่าความรู้ทำให้ไม่ขวนขวายในการแสวงหาปัญญาเท่าที่ควร
๖.คนจับจด คือ พวกทำอะไรเหยาะแหยะไม่เอาจริง
๗.นักเลงสุรา คือพวกขี้เมา ขาดสติ หมดหนทางที่จะเรียนรู้
๘.คนที่มีนิสัยเหมือนเด็ก คือ พวกชอบเอิกเกริกสนุกเฮฮาจนเกินเหตุ ไม่มีความรับผิดชอบ

วิธีฝึกตนเองให้เป็นพหูสูต
๑. ฉลาดเลือกเรียนแต่สิ่งที่ควร
๒. ตั้งใจเรียนวิชาที่ตนเลือกอย่างเต็มความสามารถ
๓. มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
๔. เมื่อเรียนแล้วก็จำไว้เป็นอย่างดี พร้อมจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้ทันที

http://www1.freehostingguru.com/thaigenx/mongkhol/mk07.htm